เทคนิคแต่งห้องนอนลูกน้อยตามหลักจิตวิทยาด้าน ‘สี’

อย่างที่เราทราบกันดีนะครับว่า จิตวิทยาของสี (Color Psychology) นั้นมีผลต่อจิตใจของคนเราเป็นอย่างมาก เพราะมีวิจัยทางวิทยาศาสตร์มานานแล้วว่า “จิตวิทยาสีกับความรู้สึกนั้นมีความสัมพันธ์กัน” ทำให้ศาสตร์สมัยใหม่ๆ หลายด้านเลือกนำจิตวิทยาสีมาใช้ในการออกแบบสินค้า ผลิตภัณฑ์ อาคารสถานที่ สื่อ ไปจนถึงใช้เพื่อการบำบัดร่างกายและจิตใจ

และใครจะรู้ว่า สำหรับเด็กๆ แล้ว “สี” ก็ส่งผลในเรื่องของพัฒนาการของพวกเขาด้วยเช่นเดียวกัน เป็นเรื่องที่สำคัญขนาดนี้ เลยไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเตรียมตัวทำหรือปรับปรุงห้องนอนของลูกน้อย พลาดโอกาสเสริมสร้างพัฒนาการของพวกเขา ด้วยเทคนิคการใช้สีที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของลูกๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ จะมีเคล็ดลับยังไงบ้าง ตามไปดูพร้อมกันเลยครับ

ทำความเข้าใจกับพัฒนาการของลูกน้อย

ในแต่ละช่วงวัยของเด็กมีพัฒนาการที่แตกต่างกันครับ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจก่อนว่า เด็กในแต่ละวัยมีพัฒนาการอย่างไร จึงจะเลือกใช้สีที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการเหล่านั้นให้ดียิ่งขึ้น ดังนี้

  • อายุ 1 – 2 เดือนเด็กอายุ 2 เดือนอาจมองวัตถุและคนได้ในระยะไกลถึงประมาณ 45 เซนติเมตร และมองเห็นได้กว้างถึง 180 องศา โดยเด็กอาจมองตามการเคลื่อนไหวเมื่อมีคนเดินเข้ามาใกล้ อีกทั้งยังชอบมองรูปแบบที่มีความซับซ้อนมากกว่าวัตถุหรือสีเรียบ ๆ อย่างสีขาวดำ ซึ่งแตกต่างจากเด็กทารกอายุ 1 เดือน 
  • อายุ 3 – 5 เดือน เด็กจะมองเห็นได้ในระยะที่ไกลขึ้น โดยสายตาจะมีความไวต่อแสง และสามารถเห็นความแตกต่างของสีมากขึ้น มักจะมองเห็นสีขาวกับสีดำตัดกันชัดเจน เช่น มองเส้นผม กับใบหน้า แล้วแยกแยะสีออกได้ เป็นต้น 
  • อายุ 6 – 8 เดือน เด็กจะมองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น มองเห็นสีสันได้มากขึ้น มีพัฒนาการทางด้านสายตามากขึ้น 
  • อายุ 9 – 12 เดือน เด็กจะเริ่มเข้าใจการเล่นกับพ่อแม่ เช่น เล่นจ๊ะเอ๋ และพ่อแม่สามารถส่งเสริมการมองเห็นให้ลูกอย่าง โมบายสีๆ หรือสีสันของห้อง ได้
  • อายุ 2 ปีขึ้นไป เด็กจะมีพัฒนาการทางด้านการมองเห็นสมบูรณ์เหมือนกับวัยผู้ใหญ่

Article-09 (2)กลยุทธ์การใช้สีภายในห้องนอนลูก

นักจิตวิทยาได้พูดถึงเรื่องของการใช้สีในห้องนอนกับพัฒนาของเด็กไว้ ดังนี้

ช่วงอายุ 0-2 ปี

แนะนำให้คุณแม่และคุณแม่ตกแต่งห้องนอนลูกน้อยด้วยโทนสีอบอุ่น เพราะสีเหล่านี้จะช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับลูกๆ และอาจจะเลือกตกแต่งห้องนอนด้วยดอกไม้สีสันสดใส ผีเสื้อ หรือรูปสัตว์ต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับห้องของลูกน้อย ซึ่งจะช่วยทำให้เด็กๆ รู้สึกสดใสมากยิ่งขึ้น อีกทั้งการตกแต่งห้องที่สว่างสดใสเมื่อรวมกับของเล่นที่ดึงดูดความสนใจของเด็กๆ สามารถช่วยให้เด็กๆ สงบ ไม่โวยวายได้มากขึ้นอีกด้วยครับ

💡 โทนสีที่เหมาะสม

สีฟ้า, สีน้ำเงิน 

เพราะเป็นสีที่ให้ความรู้สึก สงบ ผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวลได้ ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลงได้ เหมาะกับการนำมาใช้ลดความก้าวร้าวในเด็กที่โมโหง่าย สำหรับเด็กเล็กควรเลือกใช้สีฟ้าอ่อนที่ดูสดใส หรือถ้าต้องการใช้สีน้ำเงินก็จะช่วยทำให้รู้สึกเข้มแข็ง สงบนิ่ง ช่วยลดความตื่นเต้นและเกิดความผ่อนคลาย บรรเทาการนอนไม่หลับ แต่ไม่ควรใช้มากเกินไป เพราะอาจจะทำให้รู้สึกหดหู่ ซึมเศร้าได้

TIPS : อาจจะผสมผสานระหว่างเฉดสีอบอุ่นของสีน้ำเงินหรือสีน้ำเงินอ่อนร่วมกับสีเหลืองพาสเทล สีส้ม สีเอิร์ธโทน และสีเบจอ่อนเพื่อลดความรู้สึกซึมเศร้าที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ช่วงอายุ 4 ปีขึ้นไป

จะเป็นช่วงที่ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ก้าวกระโดด และเด็กๆ จะเริ่มให้ความสำคัญในเรื่องสีมากขึ้น เขาจะเรียนรู้เรื่องสีที่ชอบ และคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกหยิบสีเหล่านั้นมาใช้ ผสมกับสีโทนอ่อนสว่างที่ทำให้เขารู้สึกสดใส และช่วยสร้างอารมณ์เชิงบวกได้มากกว่า เช่น ถ้าเด็กชื่นชอบสีโทนเข้มและร้อนแรง เช่น ส้ม แดง ชมพูโทนร้อน ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่สีที่เหมาะจะใช้ในห้องนอนมากนักเพราะอาจทำให้เกิดผลเสียต่อจิตใจและการรับรู้ของเด็ก ก็อาจจะหยิบมาผสมใส่ลงไปเล็กน้อย เพื่อให้เขารู้สึกสดใสและสนุกสนาน รวมถึงรู้สึกถึงความมีส่วนร่วมมากขึ้นด้วย

Article-09 (3)💡 โทนสีที่เหมาะสม

สีเขียว

เพราะเป็นสีที่มองแล้วสบายตา ดูแล้วสดชื่น ช่วยลดความเครียด ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย เหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ แต่ไม่ควรใช้สีเขียวที่เข้มเกินไป เพราะจะทำให้รู้สึกหม่นหมอง น่ากลัว สีเขียวสามารถช่วยเพิ่มการเรียนรู้ในด้านการอ่านและการเขียนได้ ทำให้เด็กๆ เรียนรู้ได้มากขึ้นอีกด้วย

TIPS : อาจจะใช้สีเขียวคู่กันกับสีอื่นๆ ที่เด็กๆ ชอบ เช่น สีเหลือง สีส้ม สีฟ้า เข้ามาเสริมเพื่อให้ดูสดใส และกระตุ้นพัฒนาการทางด้านสายตาได้

สีงาช้าง สีทอง สีเบจอ่อน

นักจิตวิทยายังพบอีกว่าอารมณ์ที่ดีและร่าเริงสามารถสร้างขึ้นได้โดยใช้สีงาช้าง สีทอง สีเบจอ่อน ซึ่งสีเหล่านี้จะช่วยให้ความดันโลหิตของเด็กเป็นปกติและทำให้สภาพร่างกายทั่วๆ ไปดีขึ้นตามมา นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดความรู้สึกมั่นใจ อบอุ่น ทำให้เด็กๆ เกิดความรู้สึกกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้ง่ายอีกด้วย

TIPS : ไม่ควรใช้สีเหล่านี้ในโทนเข้ม เนื่องจากจะทำให้รู้สึกอึดอัด การใช้สีโทนนี้อย่างเดียวอาจจะทำให้รู้สึกไม่ร่าเริง จึงควรใช้คู่กับโทนสีสดใสอย่างสีส้ม สีฟ้า สีชมพู สีเหลือง ที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้มากขึ้นด้วย

สีพาสเทล

การตกแต่งห้องเด็กด้วยสีที่สะอาดและอ่อนโยนอย่างสีพาสเทล ไม่ว่าจะเป็น สีชมพูอ่อน, เขียวอ่อนแกมเหลือง, ฟ้าอ่อน, เขียวอ่อน, ม่วงอ่อน และสีพาสเทลโทนอ่อน จะช่วยสร้างความสามัคคี ช่วยให้ห้องมีความสนุกสนาน ทำให้รู้สึกสบายใจในการอยู่อาศัยมากขึ้น นอกจากนี้ถ้าภายในห้องมีแสงแดดเข้ามาไม่มากสีเหล่านี้ก็จะช่วยสร้างบรรยากาศให้มีชีวิตชีวาและร่าเริงได้มากขึ้น

TIPS : ควรใช้ร่วมกับสีอื่นๆ เลือกได้หลากหลายสี เช่น สีขาว สีฟ้า สีครีม สีม่วง สีเทา เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกอ่อนแอ และหวาดกลัวจากการใช้สีที่เป็นโทนอ่อนมากจนเกินไป

สุดท้ายนี้อย่าลืมนะครับว่า ให้เด็กๆ ได้ลองมีส่วนร่วมกับการเลือกสีที่พวกเขาชื่นชอบ  เพราะการเลือกสีของเด็กๆจะสะท้อนความต้องการทางอารมณ์ และที่สำคัญก็คือเจ้าตัวน้อยจะได้มีความสุขในห้องของเขาด้วยนั่นเองครับ