คนมีบัตรเครดิตเยอะ จะทำให้ขอกู้บ้านยากมากขึ้น จริงหรือมั่ว

บัตรเครดิต

มาอัพเดทกันหน่อยในยุคสมัยก่อนที่มีความเชื่อว่าคนที่มี บัตรเครดิต เยอะ(หลายใบ)มีผลเสียต่อการเตรียมยื่นกู้ซื้อบ้าน จนทำให้หลายๆคนแจ้งยกเลิกบัตรก่อนทำการขอกู้บ้าน เอาละค่ะเดี๋ยววันนี้เราไปหาคำตอบกันดีกว่า ว่าความเชื่อที่ว่า คนมีบัตรเครดิตเยอะจะทำให้ส่งผลต่อการขอกู้เงินซื้อบ้านใหม่หรือจำเป็นหรือไม่ต้องปิดบัตรก่อนกู้ เดี๋ยวเราไปหาคำตอบกัน….

บัตรเครดิตเยอะ จะทำให้ขอกู้บ้านยาก จริงหรือ

จริงๆคนที่มีบัตรเครดิตเยอะ  จะทำให้ขอกู้บ้านยากนั้น จริงๆขึ้นอยู่ที่ปัจจัยและสถานการณ์ต่างๆขึ้นอยู่กับนโยบาย/เกณฑ์การอนุมัติของแต่ละธนาคารดังนั้น จึงตอบได้เลยว่าคนมีบัตรเครดิตเยอะจะส่ง ผลและไม่มีผลค่ะ  โดยเราจะแยกตอบได้ดังนี้

ไม่มีผล  ขอเริ่มจากไม่มีผลก่อนเลยเพราะว่าการมีบัตรเครดิตเยอะจะไม่มีผลอะไรกับคนที่ไม่มียอดค้างชำระและน้อยมากๆที่ธนาคารเอามาคิดตรงนี้  ส่วนใหญ่ที่จะเจอคือ โดนพนักงานสาขาขู่ในเวลาต้องการประเมิณเบื้องต้นเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงๆพนักงานแบงค์หลายๆคนที่ขู่คนพวกนี้ไม่ได้เป็นคนอนุมัติสินเชื่อสำหรับ ปล่อยกู้บ้าน ดังนั้นไม่มีผลแน่นอน หรืออีกกรณีคือ ทาง ฝ่ายสินเชื่อธนาคาร จะมีหลักคำนวนคือ ลูกค้าที่มีบัตรหลายๆใบจะใช้สูตรคำนวนสินเชื่อโดย  หัก10%ของบัตร1ใบ ถือเป็นวงเงินที่สามารถสร้างภาระได้ตลอดเวลา เช่น วงเงินบัตร 100,000 บาท หัก10% เท่ากับลูกค้า มีภาระที่ 10,000 บาท หากลูกค้ามีบัตรเกิน 3 ใบ ก็จะคิดให้แทนว่าลูกค่ามีภาระถึง 30,000 บาท ต่อให้ลูกค้าใช้บัตรแค่ใบเดียวก็จะโดนมองว่ามีภาระ 10% ของจำนวนบัตรรวมทั้งหมดอยู่ดี แต่หากถ้าภาระหนี้ไม่เกิน 70% ของรายได้ ก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน โดยหากมีบัตร5ใบแต่ใช้จริงแค่ใบเดียวและไม่เต็มวงเงินด้วยยิ่งไม่มีผล เพราะธนาคารมองพฤติกรรมผู้กู้ยิ่งหากย้อนหลังไปชัก 6-8 เดือน แล้วบัญชีผู้กู้ยังเดินสะดวกไม่มีบัญหาก็จะไม่ส่งผลต่อการปล่อยสินเชื่ออย่างแน่นอน  เพราะสมัยนี้หลายๆแบงค์จะไม่คิดมากหากไม่ได้มียอดค้างชำระในบัตร ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องไปปิดบัตรค่ะ   ย้ําว่าแบงค์ส่วนใหน่ไม่มีนโยบาย เอาเกณฑ์คนที่มีบัตรเครดิตเยอะๆ แต่ไม่มียอดค้างมาปฏิเสธมาเป็นเกณฑ์หลักๆที่จะไม่ให้สินเชื่อกับลูกค้า หรือสุดท้ายหากธนาคารนั้นให้เราไปปิดบัตรถึงจะปล่อยกู้ ผู้ขอกู้ก็แค่เปลี่ยนธนาคาร  ดังนั้นคนมีบัตรเยอะแต่ยอดการใช้จ่ายจริงแค่ใบเดียวในแต่ละเดือนก็ไม่มีผลค่ะ ไม่จำเป็นต้องไปปิดบัตร

-มีผล ในกรณีนี้หลักๆคือคนที่ถือบัตรหลายๆใบและใช้วงเงินในบัตรเต็มทุกใบส่งผลแน่นอนถึงแม้ว่าจะใช้หนี้ครบก็ตาม นั้นก็เพราะจาก สูตรคำนวนสินเชื่อ ที่จะหัก10%ของบัตร1ใบ หากผู้กู้ใช้บัตรเยอะก็โดนก็ตีตราว่าลูกค่าคนนี้มีภาระมากและคงไม่สามารถผ่อนไหว ยกตัวอย่างง่ายๆ คนชื่อ ก มีบัตรเครดิต 8 ใบใช้เต็มทุกใบและ จ่ายตรงงวด ตลอด แต่เมื่อดูขาเข้า กับ ขาออกแล้ว รายได้แต่ละเดือนใช้จ่ายแบบ ฉิวเฉียดทุกเดือนผนวกกับดูประวัติเก่าๆในการใช้เงินย้อนหลัง 6-8 เดือนและมีแนวโน้มว่า ไม่น่ารอด ธนาคารก็ไม่ไม่อนุมัติให้ผ่านแต่หากผ่านวงเงินก็ได้ไม่เต็มยอดที่ทำเรื่องขอกู้ไป  หรือ ต่อให้ประวัติการใช้จ่ายไม่เคยมีประวัติเสียเลย แต่หนี้กับรายได้แต่ละเดือนมันแตะเส้นยาแดงผ่าแปดธนาคารก็ไม่อนุมัติเช่นกันค่ะ ดังนั้นทำให้ธนาคารส่วนใหญ่อาจจะร้องขอให้ปิดบัตร เพื่อจะเป็นการป้องกันดการสร้างหนี้ในอนาคตเพื่อให้ธนาคารมั่นใจว่า  คุณจ่ายไหวหากธนาคารอนุมัติวงเงินให้แล้วนั้นเอง

 

3 เกณฑ์พิจารณาให้สินเชื่อ ของธนาคารที่จะกระทบกับการกู้ซื้อบ้าน ในกรณีมีบัตรเครดิต

บัตรเครดิต1.วงเงินบัตรเครดิตสูงหลายใบเกินไป

หากลูกค้ามีบัตรเครดิตเยอะและแต่ละใบยอดวงเงินสูงธนาคารอาจมองว่ามีโอกาสก่อหนี้เพิ่มในอนาคตและเจ้าของบัตรเป็นคนที่มีรายได้แบบเดือนชนเดือน จนสุดท้ายอาจจะผ่อนบัตรไม่ไหว แนวโน้มปฏิเสธสินเชื่อก็จะง่ายมากๆ  แต่หากผู้ขอสินเชื่อที่มีบัตรเครดิตหลาย และชำระหนี้บัตรเต็มตามจำนวน และตรงเวลาเสมอโดยแต่ละเดือน  บัญชี ขาเข้า กับ ขาออก ดูสมดุลก็อาจไม่มีปัญหาในเรื่องปฏิเสธสินเชื่อ

2.มียอดค้างชำระในบัตร

หากลูกค้ามีประวัติค้างชำระกับบัตรเครดิตบ่อยๆในระยะเวลา 6-8 เดือนที่ผ่านมาว่าเคยค้างชำระ หรือถึงขั้นโดนฟ้องร้องดำเนินคดีหรือไม่  หากเคยปิดประตูสินเชื่อได้เลย ทางที่ดีใน 1-3 ปีนั้นผู้กู้ไม่ควรมีประวัติค้างชำระกับบัตรเครดิตเลยยิ่งดี การปฏิเสธอนุมัตืสินเชื่อธนาคารก็จะยากมากขึ้น

3.ยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตเต็มวงเงินทุกเดือน

ลูกค้ามียอดใช้จ่ายบัตรเครดิตเต็มวงเงินทุกเดือนมีโอกาสโดนปฏิเสธอนุมัตืสินเชื่อเหมือนกันเพราะ ธนาคารจะต้องการให้สัดส่วนภาระค่าใช้จ่ายรายเดือน สูงเกินกว่า 60-70% ของรายได้รายเดือน โดยมีสูตรคำนวนคือ หัก10% ในส่วนภาระที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนของวงเงินกู้แต่ละใบ และเมื่อคำนวนดูแล้วแต่ละเดือนเกิน  60-70% ของรายได้ บางธนาคารก็จะ ปฏิเสธอนุมัตืสินเชื่อทันทีถึงแม้ว่าเราจะไม่มีประวัติค้างชำระในบัตรก็ตาม

 

สรุป

การมีบัตรเครดิตเยอะนั้น ธนาคารจะมองดูที่ภาพรวมและวินัยการใช้จ่ายเงินเป็นหลักค่ะ  ต่อให้ไม่มีการใช้ งานของบัตรในแต่ละเดือนบางธนาคารก็จะหักยอดชำระขั้นต่ำ10% ของวงเงินบัตรเครดิตและ ดูเงินเดือนกับ income อื่นๆที่เข้ามาในบัญชีเราแต่ละเดือนว่าขาเข้า กับ ขาออก สมดุลการเงินดีหรือไม่ยิ่งถ้าภาระหนี้ไม่เกิน 60-70% ของรายได้ ก็ไม่มีปัญหา และอีกเรื่องที่หากไม่ได้คือ ปัจจัยและสถานการณ์ต่างๆในเวลานั้นๆหากเศรษฐกิจไม่มีเกณฑ์การให้สินเชื่ออาจจะยากถึงแม้ว่าภาระหนี้ไม่เกิน 60 ก็ตาม  โดยธนาคารส่วนใหญ่  Rateการเงินและอัตราส่วนจะไม่เท่ากัน ทำให้หลายๆอาจจะเจอบางแบงค์ให้ไม่เกิน 60% บางแบงค์ให้ 90% ก็มียังมีดังนั้นการเปลี่ยนธนาคารก็มีผลสำหรับการขอสินเชื่อเช่นกันค่ะ

บัตรเครดิต