4 เหตุผล เพราะอะไรที่ทำให้ประกาศคุมสัญญาหอพักของสคบ. “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

สัญญาหอพัก

ในเวลานี้หลังจากที่ทาง สคบ.ได้ประกาศออกมาในเรื่องประกาศคุม สัญญาหอพัก ที่ตอนนี้กลุ่มที่ได้รับความเดือนร้อนโดยตรงเลยคือกลุ่ม  ผู้ประกอบการให้เช่าหอพักทั่วประเทศ โดยที่การออกประกาศ นี้หวังจะทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการร้องเรียนความไม่เป็นธรรมจากผู้เช่าในหลายกรณีแต่สุดท้ายแล้วพอนำมาใช้กลับการเป็นการแก้ปัญหาอย่างมักง่าย ที่ทางสคบ.  ไม่รอบคอบในการร่างกฎหมาย จนทำให้เป็นปัญหาไม่จบในเวลานี้ ดังนั้นวันนี้เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า  เหตุผล เพราะอะไรที่ทำให้ประกาศคุมสัญญาหอพักของสคบ. “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

มาดู 4 เหตุผล เพราะอะไรที่ทำให้ประกาศคุม สัญญาหอพัก ของสคบ. “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” โดยคุณ  อภิชาติ สุทธิศิลธรรม

  1. ประกาศสคบ.ขัดแย้งกับพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะของสัญญา พ.ศ.2542 มาตรา 5 ที่ระบุว่า “ก่อนออกปรกาศกำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะของสัญญา ให้คณะกรรมการว่าด้วยสัญญารับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยคำนึงถึงขอบเขตและสภาพปัญหา เช่น การจัดสัมมนา การประชุม หรือให้ประชาชนทั่วไปแสดงความคิดเห็น…” แต่สคบ.ไม่เคยมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการใดๆแม้แต่น้อย กระทั่งร่างประกาศฉบับนี้ก็ไม่เคยนำขึ้นแสดงในเว็บไซต์เพื่อให้ผู้ประกอบการได้อ่าน ทั้งที่ประกาศนี้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมหาศาลแก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศซึ่งมีอยู่นับหมื่นราย หลังจากสคบ.ออกมาให้ข่าวช่วงปลายปี 2560 เพียงไม่กี่เดือนก็ประกาศใช้ในราชกิจจาฯเลย แสดงให้เห็นว่าสคบ.ออกประกาศมาโดยเร่งรีบ ลุกลี้ลุกลน ขาดความรอบคอบ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  1. การประกาศควบคุมอัตราค่าบริการ ค่าน้ำ ค่าไฟ ว่าหอพักต้องคิดได้เท่าไหร่นั้นเป็นการกระทำเกินกว่าอำนาจหน้าที่ที่สคบ.มี เพราะตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และ พ.ศ. 2541 ไม่มีข้อไหนให้อำนาจสคบ.ในการกำหนดอัตราค่าสินค้าและบริการ อีกทั้งการบังคับว่าหอพักจะคิดค่าบริการได้ไม่เกินต้นทุนเป็นการออกข้อบังคับที่ไร้เหตุผล ตื้นเขิน และขัดกับหลักพื้นฐานของการประกอบธุรกิจที่ต้องการผลกำไร เนื่องจากในทางปฏิบัติแล้วค่าเช่าที่ผู้ประกอบการคิดไม่ได้ตั้งมาสูงเกินความเหมาะสม เพราะการทำธุรกิจห้องพักให้เช่ามีต้นทุนที่สำคัญคือค่าเสื่อมราคาของอาคาร การสร้างตึกหลังหนึ่งกว่าจะคืนทุนก็ต้องใช้ระยะเวลายาวนานเกือบสิบปี ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงใช้กำไรจากค่าน้ำไฟมาเป็นส่วนหนึ่งในการจุนเจือค่าใช้จ่ายและสร้างกำไร ซึ่งไม่ได้มากจนจะเรียกว่าเป็นการขูดรีดได้ การบีบบังคับเช่นนี้นอกจากจะกระทำโดยใช้อำนาจที่สคบ.ไม่มีแล้ว ยังเป็นการละเมิดสิทธิในการประกอบธุรกิจซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 ที่ได้รับรองสิทธิของประชาชนไว้
  1. การกำหนดว่าหอพักสามารถเก็บเงินประกันได้ไม่เกิน 1 เดือนเป็นการกำหนดอย่างส่งเดช ขาดความรู้ความเข้าใจ และมักง่ายของสคบ. เพราะในความเป็นจริงเงินประกันการเช่า 1 เดือนนั้นน้อยเกินกว่าจะครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นในห้องพัก เช่นห้องพักที่มีเฟอร์นิเจอร์ครบชุดจะมีมูลค่าทรัพย์สินรวมหลายหมื่นบาท เงินประกันจำนวนน้อยนั้นแทบไม่สามารถชดเชยอะไรได้ถ้าเกิดความเสียหายที่ร้ายแรงจริงๆ นอกจากนี้ความเสียหายยังอาจเกิดขึ้นได้จากการผิดนัดชำระของผู้เช่า ซึ่งมีทั้งค่าเช่าและค่าน้ำไฟ หลายครั้งที่เกิดกรณีผู้เช่าที่ค้างชำระค่าเช่าใช้วิธีย้ายหนีออกไปโดยไม่จ่ายค่าเช่า ทำให้เจ้าของหอพักเสียหาย การเรียกเก็บเงินประกัน 1.5-2 เดือนจึงไม่ใช่เรื่องเกินความเหมาะสม แต่สอดคล้องกับค่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจริง และเงินจำนวนนี้ปกติก็จะคืนให้แก่ผู้เช่าเมื่อย้ายออกอยู่แล้ว การกำหนดของสคบ.เช่นนี้ทำให้เห็นถึงความเข้าใจที่ตื้นเขินต่อการประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นผลจากการออกประกาศอย่างลุกลี้ลุกลนโดยไม่รับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการดังที่ได้กล่าวแล้วใน ข้อ 1. ประกาศที่อาจสร้างความเสียหายและความยุ่งยากเช่นนี้จึงขัดกับพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะของสัญญา พ.ศ.2552 มาตรา 4 วงเล็บ (6) ที่ระบุว่า “การกำหนดลักษณะของสัญญาต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระเกินควรแก่การประกอบธุรกิจ”
  1. ประกาศของสคบ.สร้างความสับสนและขัดแย้งในตัวเอง ดังจะเห็นได้จากจากกำหนดว่าหอพักจะต้องไม่คิดค่าบริการเกินกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง หรือคิดค่าน้ำไฟตามที่การไฟฟ้า/ประปาเรียกเก็บ ซึ่งจะต้องระบุอัตราดังกล่าวไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติทั้งค่าน้ำค่าไฟที่ถูกเรียกเก็บนั้นมีอัตราผันแปรไม่เท่ากันในแต่ละเดือน ขึ้นอยู่กับจำนวนหน่วยที่ใช้ ค่าไฟฟ้าผันแปรในแต่ละช่วงเวลา หากผู้ประกอบการต้องทำตามที่ประกาศกำหนดจะเกิดความ “ย้อนแย้ง” ในตัวเอง กล่าวคือหากระบุอัตราค่าน้ำไฟให้ชัดเจนในสัญญาตั้งแต่แรก ค่าน้ำไฟในแต่ละเดือนก็จะไม่ตรงกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง แต่หากระบุว่าค่าน้ำไฟจะผันแปรไปในแต่ละเดือน ก็จะไปขัดแย้งกับข้อกำหนดที่บอกว่าต้องระบุอัตราให้ชัดเจนอีก นี่แสดงให้เห็นว่าประกาศของสคบ.ออกมาโดยขาดความเข้าใจและมักง่าย ก่อให้เกิดความสับสนอย่างกว้างขวางแก่ผู้ประกอบการหลังการประกาศใช้ แม้กระนั้นสคบ.ก็ทำตัวทองไม่รู้ร้อน ไม่มีการจัดให้ความรู้หรือประชาสัมพันธ์แก่ผู้ประกอบการให้ทั่วถึง ทั้งที่สคบ.เองกระทำผิดพรฎ.กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะของสัญญา ที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่แรก สคบ.ใช้วิธีให้ผู้ประกอบการติดต่อสอบถามเป็นรายๆ ซึ่งคำตอบที่ได้บางครั้งก็ไม่ตรงกัน สร้างความสับสนเป็นอย่างมาก ซึ่งนอกจากจะแก้ไม่ตรงจุดแล้วยังสร้างปัญหาตามมาในวงกว้างตามมาเป็นลำดับ

 

โดยสรุปแล้วประกาศนี้สคบ.เป็นประกาศที่ออกมาอย่างมักง่าย ไม่รอบคอบ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  สร้างความเดือดร้อน ความยุ่งยาก และภาระแก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ

สุดท้าย สำหรับผู้เขียนแล้วการออกประกาศนี้เป็นความหยาบคายอย่างรุนแรงที่หน่วยงานราชการกระทำต่อประชาชนที่เป็นผู้ประกอบการ หลังจากประกาศออกมาไม่นาน แต่ผู้เขียนเองขณะนี้ติดภารกิจการศึกษาต่ออยู่ในต่างประเทศ จึงไม่สามารถดำเนินการฟ้องร้องได้ด้วยตนเอง ประกอบกับการทัดทานจากบุคคลในครอบครัว การฟ้องร้องต่อศาลปกครองจึงต้องยุติไป แต่ผู้เขียนหวังว่าในบรรดาผู้ประกอบการทั่วประเทศจะมีใครสักคนที่ทนความหยาบคายนี้ไม่ได้และดำเนินการฟ้องร้องบ้าง

 

สนใจข้อมูลข่าวสารเด่นๆ คอนเทนท์ร้อน ที่เราหามาเสริฟให้คุณผู้อ่านในทุกๆวันจาก Dotproperty คลิ๊ก …